อาม่า โฟน ส่งมือถือ อาม่า 3G+ (RMA 3G Plus) ชูระบบ SOS เป็นจุดขาย

อาม่า โฟน  ส่งมือถือ อาม่า 3G+ (RMA 3G Plus) นำร่องเดือนแห่งวันแม่ ปลุกกระแสให้หันมาดูแลผู้สูงวัยและคนใกล้ตัว ชูระบบ SOS เป็นจุดขาย หวังเป็นแบรนด์ “ผู้รู้ใจด้านคนสูงวัย” ในอนาคตที่นอกจากจะนำมือถืออาม่าเข้ามา ยังมีของใช้ที่จำเป็นต่อคนสูงวัยอีกด้วย

บริษัท อาม่า โฟน จำกัด ออกมือถือ “อาม่า 3G+ (RMA 3G Plus) เข้าตลาดในเดือนแห่งวันแม่ ด้วยขนาดกะทัดรัดเหมาะมือในการพกพา น้ำหนักเบา ขนาดเพียง 5 ซม. X 11.5 ซม. เน้นปฏิบัติการ SOS ขอความช่วยเหลือผ่านมือถือ เนื่องจากปัจจุบันมีทั้งผู้สูงวัยและสตรีทุกวัย จำนวนมากที่ต้องเสียงต่ออันตรายของจากผู้ไม่หวังดี ทั้งประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน ทำร้ายร่างกายหรือล่วงละเมิดทางเพศ จนถึงขั้นก่ออาชญากรรมซึ่งมีจำนวนทวีคูณมากขึ้น

คุณสุรินทร์ อมรชัชวาลกุล ประธานบริหาร บริษัท อาม่า โฟน จำกัด กล่าวว่า “เรายังใช้จุดแข็งของ SOS เป็นจุดขายซึ่งไม่มีค่ายไหนสามารถทำได้เหมือนเรา และจากประสบการณ์ของ SOS โทรแจ้งเหตุด่วน ได้เคยช่วยชีวิตผู้ประสบภัยมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2554 คราวที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในต่างจังหวัด มีผู้ใช้มือถือ “อาม่า” ส่งสัญญาณเสียงและโทรหาคนใกล้ชิดเพื่อขอความช่วยเหลือ รับบริจาคอาหารและของใช้จำเป็นจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่เข้าไปไม่ถึง และไม่ทราบว่ามีผู้ติดค้างอยู่ในบ้านบางหลังคาเรือน “อาม่า” จึงเป็นมือถืออัจฉริยะที่นอกจากจะช่วยให้ติดต่อสื่อสารกันแล้ว ยังช่วยเหลือผู้ช่วยผู้สูงวัยและผู้ประสบภัยในยามวิฤตได้เป็นอย่างดี  

“เราได้ทำการสำรวจจากลูกค้ามาในระดับหนึ่งแล้วว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อโทรศัพท์อาม่าไปมักเป็นลูกๆ หลานๆ ที่ห่วงใยพ่อแม่ ซึ่งใช้สมาร์ทโฟนไม่ค่อยถนัด ประกอบกับคนสูงวัยสายตาไม่ดีอยู่แล้ว จึงเลือก “อาม่า” ให้เป็นมือถือสำรองติดตัวไว้ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยจุดขายที่แป้นตัวเลขมีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน กดปุ่มได้ถนัด รวดเร็ว ไม่ต้องคอยสไลด์หน้าจอ และเป็นกลุ่มคนสูงวัยที่อยู่ในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก”

คุณสุรินทร์ กล่าวเสริมว่า “ที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจุบันนี้มีอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ไม่ใช่เกิดแก่คนแก่หรือผู้สูงวัยอย่างเดียว แต่เกิดกับสตรีและเด็กทวีคุณมากขึ้น จึงทำให้เรายังคงรักษาเอกลักษณ์จุดขายของ SOS เอาไว้ เพราะปุ่มกดขอความช่วยเหลือด่วนจากคนใกล้ตัวนี้ จะส่งถึงผู้รับได้อย่างรวดเร็วจำนวนมากถึง 5 รายชื่อที่บันทึกเบอร์เอาไว้ และด้วยเสียงไซเรนอันดังชัดจากเครื่อง ระบบ SOS จะทำให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลได้ยินเสียงจากเครื่องได้ชัดเจน อย่างน้อยๆ ก็ได้รับการช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ทันท่วงที

“กลุ่มลูกค้า นอกจากจะเน้นไปที่ผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงวัยแล้ว เราเริ่มเจาะกลุ่มที่เป็นผู้หญิงให้มากขึ้นด้วย อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า อาชญากรรมเกิดถี่มากขึ้น ทำให้เราอยากจะขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าผู้หญิงให้มากขึ้น เนื่องจาก มือถือ “อาม่า” ใช้ง่านคล่องตัว มีน้ำหนักเบา มีปุ่มโทรด่วน (Speed Dial) สำหรับเบอร์โทรที่ต้องใช้งานบ่อยๆ ซึ่งไม่เป็นภาระในเวลาขับรถ ซึ่งเราจะพบได้มากในปัจจุบันที่ผุ้ใช้สมาร์ทโฟน ต้องขับรถไปด้วยและสไลด์มือถือไปด้วย จึงเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายบนท้องถนน ซึ่งเราทำการศึกษาพฤติกรรมมาในระดับหนึ่ง สำหรับผู้สูงวัยได้ให้เหตุผลในการเลือกใช้ “อาม่า”ซึ่งคาดว่ากลุ่มลูกค้าใหม่นี้ น่าจะโตขึ้นอีกราว 20% ในครึ่งปีหลังนี้”

คุณสุรินทร์เผยว่า “หากถามถึงปัญหาในช่วงโควิดนี้ เรียกได้ว่าสวนทางกันเลยทีเดียว ยอดขายของมือถืออาม่า มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มมากขึ้น เพราะเนื่องจากมีกลุ่มคนผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี และล่าสุดเราจำหน่ายให้ดิสทริบิวเตอร์ไปถึง 3,000 เครื่อง แทบจะผลิตไม่ทัน เพราะทางประเทศจีนค่อนข้างขาดแรงงานและมีปัญหาทางด้านไวรัสโควิด-19 ที่ส่งของให้เราล่าช้าไปบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร”

คุณสุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “แผนการตลาดในอนาคตที่เราวางไว้ นอกจากจะชูจุดขายที่แข็งแรง คือ SOS ของเราแล้ว และกำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นบางตัวขึ้นมา ซึ่งในเวลานี้ยังไม่สามารถระบุได้ในรายละเอียด แต่ไม่เกินปลายปีนี้แน่นอน”

ราคามือถือ “อาม่า” เพียง 1,490 บาท

อาม่า 3G+ จึงเป็นมือถือ รู้ใจคนสูงวัย” ได้ด้วยความแกร่ง 10 ประการที่มือถือรายอื่นไม่สามารถให้ได้

1.      ปุ่มกดใหญ่พอดีกับนิ้ว

2.      ตัวเลขใหญ่เห็นได้ชัด ไม่ต้องเพ่งหรือเล็ง

3.      โทรด่วนหาเบอร์ที่ใช้บ่อยได้ง่าย

4.      SOS แจ้งเหตุร้าย

5.      กล้องหลังใช้ง่าย

6.      ปุ่มล็อคด้านข้างถนัดมือต่อคนสูงวัย

7.      มีไฟฉายที่ด้านข้างมือถือ สไลด์ง่าย

8.      วิทยุ FM ฟังเพลงคลายเหงา

9.      ใส่สายคล้องคอได้ ไม่หลงลืมตามที่ต่างๆ

10.  แบตเตอร์รี่อึด ทนนาน สแตนด์บายได้ 4-5 วัน 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *