Huawei FreeBuds 3 หูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดพกพา ราคาน่าคบหา

เมื่อบริษัทได้ประกาศเปิดตัว Mate 30 Pro เมื่อปีที่แล้ว Huawei ยังได้ประกาศเปิดตัวหูฟังไร้สายรุ่นที่ 3 ของพวกเขาตามมาติด ๆ นั่นก็คือ หูฟัง freebuds3 ซึ่งแตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ FreeBuds 3 เป็นหูฟังไร้สายเครื่องแรกของโลกที่รวมเทคโนโลยีนวัตกรรม Active Noise-Cancellation (ANC) เอาไว้ในหูฟังขนาดเล็กที่มีการออกแบบที่พอดี นอกจากเทคโนโลยี ANC ที่น่าสนใจมาก ๆ แล้ว หูฟังไร้สายรุ่นนี้ยังใช้โปรเซสเซอร์ Kirin A1 ซึ่งรองรับ Bluetooth 5.1 และช่วยรักษาการเชื่อมต่อที่มีความเสถียร และขจัดสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี Kirin A1 ยังช่วยรักษาสิ่งที่เรียกว่าการเชื่อมต่อช่องสัญญาณคู่แบบ Isochronous ซึ่งเป็นการซิงค์ระหว่างหูฟังเอียร์บัด เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขากำลังเล่นเสียงเดียวกันในซิงค์

หูฟัง freebuds3 ตัดเสียงรบกวนได้ พร้อมกับดีไซน์ที่แปลกใหม่

เมื่อพูดถึงการออกแบบหูฟัง FreeBuds 3 ของ Huawei นั้นเป็นที่คุ้นเคยค่อนข้างมาก โดยมีความคล้ายคลึงกับลักษณะของ AirPods บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รูปผลไม้มากกว่า และเหมือนกับหูฟังเอียร์บัดไร้สายทั้งหมดในตลาด FreeBuds 3 นั้นมีการออกแบบเป็นแบบ Stem ที่มีเอียร์บัดรูปแบบดั้งเดิมอยู่ด้านบน FreeBuds 3 ค่อนข้างมีน้ำหนักเบา โดยมีน้ำหนักเพียง 5 กรัมเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหูฟังจะไม่เกะกะ และสามารถใส่ในหูของเราได้เป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

ทางด้านการควบคุมของหูฟังนั้นก็ค่อนข้างไวต่อการสัมผัส ด้วยการแตะเพียงสองครั้งที่ด้านขวาเพื่อเล่นเพลงหรือข้ามแทร็ก ในขณะที่แตะสองครั้งที่ด้านซ้ายเพื่อปิดหรือเปิดใช้งานระบบ ANC การสัมผัสส่วนใหญ่จะดี แม้ว่าบางครั้งเราจะต้องแตะอีกครั้งเพื่อให้ Freebuds 3 จดจำคำสั่งได้ก็ตาม นอกจากนี้เรายังสามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าของการแตะสองครั้งได้ รวมทั้งปรับแต่งการตัดเสียงรบกวน และอื่น ๆ ในแอปพลิเคชัน Huawei AI Life ซึ่งมีให้เราอัปเดต FreeBuds ได้ด้วย น่าแปลกที่แอปฯ นี้ใช้ได้เฉพาะกับมือถือรุ่น Android เท่านั้น

การออกแบบ freebuds3 ยังคงมีความแตกต่างจาก Airpods ตรงที่เข้ากับดีไซน์แบบเปิดหู ดังนั้นจึงไม่มีปลายซิลิโคนที่เสียบเข้าไปในช่องหูของเรา แม้จะไม่มีซิลิโคนยึดเกาะ แต่ก็สวมใส่ได้ค่อนข้างแน่นหนา สามารถสวมใส่และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการวิ่ง มั่นใจได้ว่าหูฟังจะไม่หลุดหรือลื่นออกจากหูอย่างแน่นอน

คุณภาพการเชื่อมต่อและเสียง

คุณภาพของการเชื่อมต่อของหูฟังเข้ากับอุปกรณ์นั้นยอดเยี่ยมมาก บางครั้งอาจมีแทร็กเสียงผีอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ชิป Kirin A1 จะดึงการซิงค์เสียงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ การจับคู่กับอุปกรณ์นั้นรวดเร็ว เพียงเปิดเคสแล้วดึงหูฟังออกมา แล้วคุณจะได้ยินเสียงกระดิ่งขณะจับคู่เมื่อคุณเสียบหูฟังเข้าไปในหู หูฟังจับคู่ได้เร็วมาก ในส่วนของการเชื่อมต่อนั้นยังต้องรอเล็กน้อย

เสียงจากหูฟัง FreeBuds 3 จะถูกส่งผ่านไดรเวอร์ 14 มม. พร้อมหลอดเสียงเบสเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความลึกให้กับเสียงมากขึ้น คุณภาพเสียงโดยรวมถือว่าดีอย่างน่าประหลาดใจ สามารถฟังพอดแคสต์ได้ชัดเจนมาก เพลงก็น่าพึงพอใจมากด้วยระดับเสียงกลางและระดับสูงที่ยอดเยี่ยม แต่หลอดเสียงเบสยังไม่ค่อยมั่นคงมากเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากนัก คุณภาพการโทรของ FreeBuds 3 นั้นก็ดีเช่นกัน บุคคลที่อยู่ปลายสายอีกด้านก็ได้ยินเสียงพูดได้อย่างชัดเจน ต้องขอบคุณการออกแบบเสียงการโทรที่ Huawei เรียกว่า Aerodynamic Mic Duct ซึ่งสามารถลดเสียงรบกวนจากลมได้สูงถึง 20 กม./ชม.

ระบบการตัดเสียงรบกวน หรือ Active Noise Cancellation ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ถึงแม้จะบอกว่าสามารถตัดเสียงรบกวนได้ แต่ก็ไม่สามารถตัดเสียงรบกวนออกไปได้อย่างสมบูรณ์หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก เราสามารถปรับระดับของการตัดเสียงรบกวนได้ในแอปฯ AI Life แต่ก็อาจไม่เห็นผลที่ชัดเจนหรือแตกต่างกันมากนัก

อายุการใช้งานของแบตเตอรี

หูฟังจะต้องถูกจัดเก็บเอาไว้ในเคสเมื่อไม่ได้มีการใช้งานใด ๆ ส่วนของฟังเล็ก ๆ นั้น เราสามารถใช้งานได้ 4 ชั่วโมง ก่อนที่จะใส่กลับเข้าไปในเคสเพื่อทำการชาร์จ โดยเคสสามารถชาร์จได้อีก 16 ชั่วโมง รวมเป็น 20 ชั่วโมงในการใช้งาน freebuds3 ใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมงอย่างแน่นอน ถ้าไม่มากไปกว่านั้น หนึ่งในคุณสมบัติเดียวที่ขาดหายไปจาก FreeBuds 3 ที่หลายคนมองหาคือ เสียงแจ้งเตือนเมื่อแบตเตอรีใกล้หมด เคสชาร์จของหูฟัง Freebuds 3 มีไฟ LED แสดงสถานะแบตเตอรีที่ด้านบน เราสามารถเห็นแบตเตอรีที่เหลืออยู่ในการตั้งค่า Bluetooth ของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและในแอปฯ AI Life ตัวเคสสามารถชาร์จด้วย USB Type C หรือการชาร์จแบบไร้สาย เป็นตัวเลือกที่สะดวกสบายและมีอิสระมากขึ้น

Huawei Freebuds 3 เป็นหูฟังที่มีคุณภาพเสียงที่ดีพอที่จะเป็นตัวเลือกของคนส่วนใหญ่ที่กำลังมองหาหูฟังไร้สาย ระบบการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟยังไม่ถือว่าดีมาก แต่อยู่ในระดับที่สามารถใช้งานได้ คุณภาพการโทรและเสียงนั้นสามารถชดเชยส่วนนี้ได้ และยังสวมใส่ได้สบาย ไม่อึดอัดด้วย ใครที่ชอบดีไซน์หูฟังไร้สายของ Huawei ก็น่าจะพอใจและโอเคกับการใช้งานอย่างแน่นอน สำหรับราคาในตอนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละร้าน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *