“กิฟฟารีน” ตอบแทนคุณแผ่นดิน
 สร้างองค์กรต้นแบบ ชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์ช้างไทย

ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด “หมอต้อย – พ.ญ.นลินี ไพบูลย์” ก็ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่า วันใดที่บริษัทฯ เติบโตมีผลกำไรและมีความมั่นคง “กิฟฟารีน” จะคืนกำไรตอบแทนกลับสู่สังคมอย่างเต็มพิกัด

ผู้บริหารหญิงวิสัยทัศน์ไกลแห่งกิฟฟารีน เล็งเห็นถึงความสำคัญของ “การอนุรักษ์พันธุ์ช้างไทย” ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน โดยปัจจุบันจำนวนช้างลดลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ก็มีต้นทุนการเลี้ยงดูค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ช้างไทย โดยกิฟฟารีนได้มอบทุนค่าอาหารช้างให้แก่ “สถาบันคชบาลแห่งชาติ จังหวัดลำปาง” มาอย่างต่อเนื่อง เป็นจำนวน 80,000 บาทต่อเดือน จนถึงปัจจุบันได้มอบเงินไปแล้วทั้งสิ้น 24 ปี 24 ล้านบาท นับเป็นแบบอย่างขององค์กรเอกชนไทย ที่เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็ยังไม่ลืมตอบแทนคืนสู่สังคม

“กิฟฟารีนเป็นบริษัทสัญชาติไทย และเป็นธุรกิจขายตรง ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก มีคนไทยหลายแสนคนที่เข้ามาร่วมเป็นนักธุรกิจ และรวมถึงพนักงานอีกหลายพันคน การดูแลคนและสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยธรรมชาติคนไทยเป็นคนโอบอ้อมอารีอยู่แล้ว เกิดอะไรขึ้นในสังคมก็จะช่วยกัน และอยากจะตอบแทนสังคมกันอยู่แล้ว เมื่อเรามีกำลัง มีรายได้ที่ดี ต้องมีหัวใจที่รู้จักให้ด้วย เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญและอยากปลูกฝังให้คนของกิฟฟารีนเป็นแบบนั้น  ฉะนั้นส่วนหนึ่งที่ช่วยเด็กกำพร้าเรียนหนังสือ หรือมาช่วยศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย คิดว่าในมุมกลับเป็นการสอนให้นักธุรกิจกิฟฟารีนรู้ว่า เมื่อเรามีรายได้ที่ดี มีความแข็งแรงแล้ว เราควรตอบแทนคืนกลับสู่สังคม และคืนกลับสู่ผู้ด้อยโอกาสด้วย ตอนนั้นเปิดกิฟฟารีนได้ไม่ถึงปี มีโอกาสได้พาลูกมาเที่ยวเชียงใหม่และลำปาง ได้ดูการแสดงช้าง ก็มีช้างแสดงอะไรน่ารักๆ เยอะแยะเลย ตอนนั้นมีช้างอยู่ 38 เชือก พอดีได้มีโอกาสเจอกับเจ้าหน้าที่ดูแลสถาบันคชบาลแห่งชาติในช่วงนั้น ชื่อคุณสวัสดิ์ ประโยคที่มันรู้สึกในใจคือทำไมช้างผอมจัง เลยถามคุณสวัสดิ์ว่า ช้างเล่นเก่งแสดงเก่ง ทำไมช้างถึงผอม คุณสวัสดิ์บอกว่างบประมาณเรามีจำกัด แล้วช้างแต่ละเชือกกินเยอะมากเลยนะครับคุณหมอ เราก็อาจจะมีเงินไม่ค่อยพอ ต้องไปซื้อหญ้าซื้ออ้อยจากชาวบ้านมาแบ่งๆกัน เลยถามเค้าว่าแล้วงบประมาณเท่าไหร่คุณสวัสดิ์ถึงคิดว่าจะพอ คุณสวัสดิ์บอกว่าถ้าได้ประมาณเดือนละ 80,000 บาท คิดว่าช้างคงจะอิ่มได้ ตอนนั้นเปิดกิฟฟารีนไม่ถึงปี แต่เรามีผลกำไรตั้งแต่เดือนแรกๆ เลยมีความรู้สึกว่าอยากจะช่วย ไม่ได้คิดถึง CSR ยังไม่รู้ด้วยว่า CSR คืออะไร แบรนด์ก็เพิ่งสร้างนะคะ แต่มีความรู้สึกว่าสงสารช้าง แล้วอยากช่วยช้าง ดังนั้นมันมาจากความรู้สึกส่วนตัว และมาจากใจจริงๆ”…หมอต้อยบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังการช่วยช้างมาตลอด 24 ปี

หนึ่งในช้างเชือกดังที่มีโอกาสรับความเมตตาจาก “หมอต้อย” จนเป็นที่โด่งดังก็คือ “น้องรุ่งเรือง” และ “น้องก้านกล้วย” คุณหมอเล่าย้อนความทรงจำ…“น้องรุ่งเรืองไปขอทาน แล้วไปเจอผักบุ้งไฟแดงไฟลุกขึ้นมา รุ่งเรืองเค้ากลัวมากเลย เค้าตกใจตื่น ก็วิ่งผ่านรถไปนะคะ วิ่งปุเล็งๆหายลับตาไป มาได้ข่าวตอนเช้าจากไทยรัฐว่าเค้าไปอยู่ที่อุรุพงษ์ แล้วคุณหมอสัตวแพทย์ต้องฉีดยาสลบให้เค้าสลบ ก็เลยได้รู้ว่าเจ้าของเค้าอยู่สุรินทร์ และเอาช้างมาขอทาน เพราะเค้าไม่มีสตางค์ เค้าประกาศในไทยรัฐว่าใครอยากซื้อก็มาซื้อ เพราะเค้าเลี้ยงไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ให้เค้าเอามาในกรุงเทพฯ เค้าก็เลี้ยงไม่ได้ เลยกลายเป็นที่มาที่เราเดินทางไปถึงสุรินทร์ไปขอซื้อเค้ามา 180,000 บาท” 

“ส่วนน้องก้านกล้วยมีสตอรี่น่าสนใจมากกว่า น่าสงสารมากๆ เลยนะคะ น้องก้านกล้วยยังเป็นลูกช้างเล็กๆ หลังจากที่ได้มาเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยปีละหนสองหน วันหนึ่งคุณกิฟท์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ก็เข้ามากอดแล้วร้องไห้บอกว่าคุณหมอมาพอดีเลย คุณหมอช่วยด้วยได้มั้ย มีน้องเชือกนึงอายุ 5-6 ขวบ กำลังนอนป่วย คือตำรวจจับได้ว่าเป็นช้างที่ลักลอบขน แล้วก็นอนป่วยอยู่ในรถสิบล้อ ช้างล้มแล้ว ถ้าล้มแปลว่านอนสี่ขาแล้วนะคะ และอาการแย่มาก คือช้างติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะว่าที่ก้นเค้ามีแผลเป็นพันๆแผลเลย มีหนองเต็มก้นเลย โดนเจ้าของหรือควาญเอาเหล็กแหลมแทงก้นให้เค้าเดินไปข้างหน้า เมื่อช้างหมดสติอยู่ตำรวจก็เลยพามาที่นี่ มารักษาที่โรงพยาบาลช้างที่นี่ รักษากันอยู่หลายเดือน กระทั่งจากที่ปางตายช้างหายดี พอช้างหายดีปรากฏว่าเจ้าของจะขอรับกลับ ที่ประเทศไทยในช่วงนั้นไม่มีกฎหมายเรื่องทารุณสัตว์ชัดเจน คนเป็นเจ้าของก็เป็นเจ้าของ ต่อให้เกือบจะทำช้างตายเค้าก็เป็นเจ้าของอยู่ดี เจ้าของท้าว่า ถ้าอยากได้ก็ซื้อสิ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยเค้าไม่มีสตางค์ ตอนนั้นปรากฏว่ามีพนักงานโตโยต้ากลุ่มหนึ่งมาเที่ยว ประมาณ 20 กว่าคน ช่วยกันเรี่ยไรเงินแต่ก็ได้ไม่พอ จะขาย 180,000 บาทเหมือนกัน ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเดือนมกราคม กำลังอยากซื้อของขวัญให้ตัวเองเป็นแหวนสักวงหนึ่ง เลยคิดว่าไม่เป็นไรไม่เอาแหวนก็ได้ ช่วยช้างเชือกหนึ่งดีกว่า ก็เลยได้ซื้อน้องมา เชื่อไหมเค้าร้องไห้ทุกครั้งที่มาหา พอเห็นเค้าร้องไห้ก็จะถามพี่ควาญว่าอันนี้ตาแฉะหรือเค้าร้องไห้ พี่ควาญบอกว่าไม่ได้ตาแฉะ นี่ช้างร้องไห้ เค้าร้องไห้จริงๆ ที่ได้เจอเราเค้าดีใจ ก็ต้องขอบคุณสถาบันคชบาลแห่งชาติ ที่ดูแลน้องทั้งสองเชือกที่ได้ฝากไว้เป็นอย่างดี และหวังว่าช้างทุกเชือกที่อยู่ที่นี่จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีด้วย”

24 ปี 24 ล้านบาท ของการช่วยช้าง สร้างประโยชน์ให้กับสถาบันคชบาลแห่งชาติ และการอนุรักษ์พันธุ์ช้างไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยคุณหมอบอกเล่าว่า “วันนั้นน้องเค้าบวกมาให้ทางบัญชีเดือนละ 80,000 บาท ก็ไม่ได้เพิ่มและไม่ได้ลดเลยมาตลอด 20 กว่าปีนี้ รวมเป็นเงินประมาณ 24 ล้านบาท แต่เค้าจะขออนุญาตว่าเงินที่คุณหมอให้จะไปทำอะไรบ้าง ก็แล้วแต่ผู้อำนวยการสถาบันคชบาลแห่งชาติในช่วงนั้นๆ บางท่านก็ไปทำเป็นสวนไร่อ้อย ที่นี่มีพื้นที่เยอะ ปลูกอ้อยปลูกหญ้าเอาไว้ให้ช้าง บางผู้อำนวยการท่านก็ไม่ได้ทำ แต่ขออนุมัติว่าจะขอไปช่วยตรงนั้นช่วยตรงนี้ ตอนนี้ยังมีเงินในกองทุนของกิฟฟารีนอยู่ประมาณ 6,000,000 บาท เลยบอกท่านผู้อำนวยการท่านปัจจุบันว่าก็เอาไปใช้เถอะ เอาไปช่วยโรงพยาบาลช้างบ้างก็ได้ ถ้าต้องการจะซื้อยา ซื้อนม ซื้อแคลเซียมให้กับลูกช้าง ก็เอาไปใช้ได้”

ทั้งนี้ “สถาบันคชบาลแห่งชาติ” ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ของภาคเหนือ นอกจากจะมีการแสดงของช้างน่ารักๆ ที่ฝึกไว้อย่างดี ทุกคนที่มาเยือนจะได้สัมผัสว่าช้างเป็นสัตว์ที่มีความสุขเพียงใด เวลาวาดรูปก็วาดรูปอย่างมีความสุข จับหางกันแล้วก็วิ่ง หน้าตาช้างก็ดูมีความสุข เปิดให้เยี่ยมชมช้างได้ทุกวิถีชีวิต เช่น ช้างว่ายน้ำ หรือจะนั่งช้างชมวิวต่างๆ  ก็ปลอดภัย และได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ที่สำคัญที่นี่มีโรงเรียนสอนควาญช้างให้คนที่เป็นควาญช้างกิตติมศักดิ์สอนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัย รับรองว่าปลอดภัยไร้อันตราย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *