News And Events

ขสมก.อ้างคำ “ประยุทธ์” เอื้อเอกชน หวังแก้สัญญา “อีทิคเก็ต “ฉาวข้ามปี

หลังจากที่ นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพฯ (สร.ขสมก.) พร้อมสมาชิกกว่า 100 ชีวิตยื่นหนังสือเลขที่ สร.ขสมก./513/2561 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 ถึงนายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการ ผอ.ขสมก. เรื่องให้องค์การจ่ายค่าตอบแทนกรณีพนักงานเก็บค่าโดยสาร ปฏิบัติหน้าที่โดย ฉีกตั๋วคูปองให้ผู้โดยสารที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่องค์การยังมิได้จ่ายค่าตอบแทนหน้าตั๋วใบละ 10 สตางค์ของ พขร.และ พกส. 5 สตางค์ ซึ่งองค์การจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้าง

แต่ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พนักงาน จากยอดฉีกคูปองแทนยอดการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อุปกรณ์อีทิคเก็ตไม่สามารถใช้งานได้ ยาวข้ามปีกว่าจำนวนเงินรายได้ของ ขสมก.มากกว่า 70 ล้านบาท

จากประเด็นดังกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อบ่ายวานนี้ (23 ต.ค.) ว่า นายธนธัช วิจิตลิมาภรณ์ ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีและเฝ้าติดตามความไม่ชอบมาพากลมาตลอดได้เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของสหภาพฯขสมก.ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2560 ขสมก.แถลงข่าวว่า ไม่สามารถติดตั้งระบบ E-Ticket สำหรับอ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ครบทั้ง 800 คันเกิดปัญหาในการใช้บริการของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในครั้งนั้น นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพฯ ขสมก.ออกมาระบุว่า บริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาของ ขสมก. ไม่สามารถติดตั้งระบบ E-Ticket ได้ตามสัญญาซึ่งบริษัทฯ จะต้องส่งมอบงานงวดที่ 2 ในวันที่ 12 ธ.ค. 2560 จำนวน 800 คัน และเนื่องจากนโยบายรัฐบาลได้ยกเลิกโครงการรถเมล์ฟรี ซึ่งมีรถจำนวน 800 คัน ในวันที่ 1 พ.ย. 2560 ขสมก.จึงได้ทำข้อตกลงกับบริษัท ช ทวี ให้ทำการติดตั้งเครื่องอ่านบัตรบนรถโดยสารให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ต.ค. 2560 หากไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์มือถือ Mobile Phone มาให้ ขสมก.ใช้แทนเป็นการชั่วคราว และบริษัทฯ ตกลงรับผิดชอบชดใช้ค่าโดยสารกรณีผู้โดยสารที่นำบัตรฯ มาใช้กับอุปกรณ์มือถือตามจำนวนจริง หากบริษัทฯ ไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์มือถือ Mobile Phone มาใช้แทนชั่วคราวได้ ขสมก.และบริษัทฯ ตกลงให้พนักงานเก็บค่าโดยสารฉีกคูปองให้ผู้โดยสารที่ใช้บัตรคนจนเป็นหลักฐานการใช้บริการ
การใช้อุปกรณ์มือถือ Mobile Phone หรือการให้พนักงานเก็บค่าโดยสารฉีกคูปองให้ผู้โดยสารที่ถือบัตรคนจน หากระบบฯ ใช้งานไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบจำนวนผู้โดยสาร และการคำนวณเพื่อคิดค่าตอบแทนให้แก่พนักงานประจำรถ และรายได้ค่าโดยสารขององค์การ เนื่องจากข้อมูลจำนวนผู้โดยสารไม่สามารถเข้าสู่ระบบหลังบ้านของธนาคารกรุงไทยและกรมบัญชีกลางได้

ซึ่ง ขสมก.ชี้แจงว่ามีการฉีกบัตรโดยสารเป็นหลักฐาน จะมีการตรวจสอบจำนวนผู้โดยสารที่ใช้อุปกรณ์มือถือ หรือบัตรรถใช้เป็นข้อมูลจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พนักงาน เหมือนการจำหน่ายตั๋วม้วนปกติ อย่างไรก็ตาม ขสมก.ได้ส่งร่างสัญญาพร้อม TOR ให้อัยการตรวจสอบ ซึ่งความเห็นของอัยการเป็นที่สิ้นสุด ขสมก.จะดำเนินการตามสัญญาอย่างเคร่งครัด หากบริษัท ช.ทวี ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ขสมก.จะดำเนินการปรับบริษัทฯ ตามเงื่อนไขสัญญาต่อไป

นายธนธัช กล่าวต่อไปว่า ขสมก.ไม่สนใจใยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กรฯ ขสมก.บ่ายเบี่ยงเตะถ่วงหาเหตุเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายนี้มาอย่างยาวนานข้ามปี กระทั่งหมดอายุสัญญาโดยไม่สนใจระเบียบปฏิบัติเห็นได้ชัดในหลายประเด็น ดังนี้

1. จริงๆจำนวนอุปกรณ์ อีทิคเก็ค 800 เครื่องที่เอกชนต้องส่งมอบให้ ขสมก. ต้องส่งมอบตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ไม่ใช่ส่งมอบ 800 เครื่องในวันที่ 15 ตุลาคมปีนี้ แต่เรื่องนี้ ขสมก.ไม่เคยสนใจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กรและกับประชาชนเลย รวมทั้งระยะเวลาสัญญาที่เลยกำหนดเวลาส่งมอบ 2600 ชุดมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2561 ตรงนี้ถือว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่?

2 .ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่อุปกรณ์ อีทิคเก็ตไม่เคยใช้ได้แม้แต่เครื่องเดียว เอกชนเสนอให้ใช้โมบายและการฉีกคูปองเพื่อนับยอดค่าโดยสารในแต่ละวัน ขสมก.ไม่เคยพูดถึงข้อตกลงที่ทำไว้กับเอกชน โดยเฉพาะเรื่องที่เอกชนต้องรับผิดชอบค่าโดยสารแทนการที่เครื่องอีทิคเก็ตไม่สามารถหักยอดเงินค่าโดยสารจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ ซึ่งเงินรายได้ดังกล่าวของ ขสมก.รวมถึงค่าตอบแทนที่ ขสมก.ต้องจ่ายให้แก่ พขร. 10 สตางค์ และ พกส. 5 สตางค์ เหมือนการจำหน่ายตั๋วม้วนปกติ

ถ้าหากคำนวนตามตารางสรุปรายงานการใช้บริการบัตรสวัสดิการแบบประจำวันจากทุกเขตการเดินรถตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดผู้ใช้บริการประมาณวันละ 25,000 -30,000 คนต่อวัน รายได้ของ ขสมก.จากผู้ใช้บัตรคนจนจะอยู่ที่วันละ 195,000 บาท หรือเดือนละ 5,850,000 บาท เวลา 1 ปีที่ผ่านมา ขสมก.ต้องมีรายได้ 70,200,000 บาท ยอดเงินรายได้ของ ขสมก.จำนวนนี้ ต้องฝากพลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ถามฝ่ายการเงิน ขสมก.ว่า “ได้ตั้งไว้ในงบการเงินตั้งเป็นเจ้าหนี้ ช ทวี แล้วหรือยัง?” ถ้ายังนั่นหมายความว่าอย่างไร? เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หรือเข้าข่ายทุจริตเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่?

ข้อ 2. ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายแทนหน้าตั๋วใบละ 10 สตางค์ของ พขร.และ พกส. 5 สตางค์ ในส่วนนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย หากเอกชนไม่ปฏิบัติตามสัญญาและ TOR ที่ ขสมก.ได้ ให้อัยการตรวจสอบ ซึ่งข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า ความเห็นของอัยการเป็นที่สิ้นสุดและ ขสมก.จะต้องดำเนินการตามสัญญาอย่างเคร่งครัด หากบริษัท ช.ทวี ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ขสมก.จะดำเนินการปรับบริษัทฯ ตามเงื่อนไขสัญญาต่อไป ตรงนี้ ขสมก.กับเอกชนได้ปฏิบัติคามสัญญาและ TOR อย่างเคร่งครัดหรือไม่?ถ้าไม่ ขสมก.เข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่?

ข้อ 3. ขสมก.เคยทักท้วงทวงถามเงินรายได้กว่า 70 กว่าล้านบาทขององค์กรกับเอกชนแล้วหรือไม่? หรือปล่อยให้เรื่องเงียบแล้วผ่านเลย ตรงนี้ถือว่า ร่วมกันทุจริตหรือไม่? ที่สำคัญ มีเสียงร่ำลือว่าเอกชนยินดีจ่ายแต่มีเงื่อนไข ขสมก.ต้องหาช่องทางตรวจรับอุปกรณ์อีทิคเก็ตและเบิกเงินค่าสินค้าให้ได้ก่อน จึงน่าจะเป็นสาเหตุให้ผู้บริหาร ขสมก.ดิ้นรนเพื่อหาช่องทางแก้ไขสัญญาเพื่อตรวจรับอุปกรณ์อีทิคเก็ตให้ได้ ตรงนี้ถือว่าเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้เอกชนและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือร่วมกันทุจริตหรือไม่?

ข้อ 4.การที่ ขสมก.อ้างนโยบาย สังคมไร้เงินสด ที่พลเอกประยุทธ์ พูดบ่อยๆซึ่งต่อมา นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม ได้ยกมาอ้างว่า ระบบกล่องหยอดเหรียญหรือ Cash Box ที่ ขสมก.ได้ทำสัญญาเช่าคู่กับ อีทิคเก็ต เป็นอุปกรณ์ที่ล้าสมัยไม่เหมาะกับสังคมไร้เงินสดแล้ว จากนั้นเป็นต้นมาผู้บริหาร ขสมก.ทุกคน พูดจากภาษาเดียวกันหมดทุกคนต่างพร้อมใจอ้างเป็นเหตุเพื่อแก้ไขสัญญาโดยต้องการตัดอุปกรณ์ Cash Box ออกจากสัญญาให้ได้ ทั้งที่ผิดกฏหมาย ผิดระเบียบและผิด พรบ.จัดซื้อแถมยังไม่เคยมีหน่วยงานใดกล้าทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน ถ้า ขสมก.ทำเรื่องนี้สำเร็จต่อไปทุกหน่วยงราชการคงทำตามกันเป็นแถว แล้วก็คงต้องเดินตามเข้าคุกกันเป็นแถวเช่นกัน

ข้อ 5.การที่ ขสมก.อ้างคำว่า “สังคมไร้เงินสด” ของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายไพรินทร์ ชูโชติรมช.คมนาคม ที่ว่า “อุปกรณ์ Cash Box ไม่เหมาะกับบ้านเราที่กำลังเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด” แท้ที่จริงแล้วเป็นการหาเหตุเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายนี้ และถือดูถูกสติปัญญาประชาชนคิดว่ารู้ไม่เท่าทัน เหตุผลที่แท้จริงก็คือเอกชนรายนี้ไม่มีขีดความสามารถจัดหาอุปกรณ์หยอดเหรียญหรือ Cash Box ผิดสเปคไม่สามารถนับเหรียญได้ 5 เหรียญภายใน 1 วินาทีตามที่ระบุไว้ใน TOR

เมื่ออุปกรณ์ผิดสเปคอย่างชัดเจนไม่สามารถสงมอบได้แม้แต่เครื่องเดียว การหาเหตุผลอ่อนเช่นนี้เพื่อนำมาอ้างเป็นเหตุผลแก้ไขสัญญาเพื่อช่วยเหลือไม่ให้เอกชนถูกยกเลิกสัญญาและถูกแบล็คลิสต์เช่นนี้ถือว่า เอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่?

และจากกรณีที่นางพนิดา ทองสุข ประธานกรรมการตรวจรับอุปกรณ์อีทิคเก็ต ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ในวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคมนี้ จะนำเรื่องแก้ไขสัญญาเครื่องเก็บค่าโดยสาร Cash box กับบริษัท ช ทวีฯ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ขสมก. พิจารณา หากบอร์ดมีมติก็จะทำการแก้ไขสัญญา เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตรวจรับอีทิคเก็ตได้ เพราะปัจจุบันแม้จะมีการเปิดใช้งานอีทิคเก็ตอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตรวจรับอีทิคเก็ตได้ เนื่องจากสัญญาอีทิคเก็ตและกล่องเก็บค่าโดยสารยังอยู่ในสัญญาเดียวกัน

 

นายธนธัช กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่า นางพนิดา มีความต้องการแก้ไขสัญญาให้ได้ ตรงนี้ชัดเจนแล้วว่า ขสมก.มีความพยายามที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายขององค์กรและประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแม้แต่น้อย ดังนั้นในวันที่ 25 ตุลาคม ตนจะยืนหนังสือเพื่อเตือนบอร์ดทุกท่านแบบรายบุคคล หากมีมติให้แก้ไขสัญญาฉบับนี้ได้ ตนจะดำเนินคดีอาญาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งองค์กรและรายบุคคลอย่างแน่นอน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.