Lifestyle+Travel Review

ชมหมอกหยอกภู เอนกายที่ “Uncle Tom’s Cabin at Khaokho”

หน้าฝนแบบนี้ สาวๆ ในแก๊งอยากไปดูหมอก เราจึงจัดทริปเที่ยวเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์กันค่ะ เพราะมีผู้ร่วมทริปแนะนำที่พักแนวบ้านดินฟาร์มสเตย์ที่ชื่อ “Uncle Tom’s Cabin at Khaokho” หรือกระท่อมน้อยของลุงทอม จึงทำให้อยากรู้ว่า ลุงทอมคือใคร?

ทีมของเรานัดเจอและออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในช่วงเช้าวันศุกร์ เดินทางราวๆ สี่ถึงห้าชั่วโมงก็ถึงเขาค้อเรียบร้อย แต่เนื่องจากครัวของที่พักที่ “กระท่อมน้อยของลุงทอม” ในวันธรรมดาจะเปิดตอนเย็น พวกเราจึงหาร้านทานมื้อเที่ยง พร้อมกับไปเที่ยวชมทุ่งกังหันลมกันก่อน

ทุ่งกังหันลมเขาค้อนี้มีชื่อเรียกอย่างทางการว่า “ทุ่งกังหันลมบ้านเพชรดำ” เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลม จากกังหันลมขนาดใหญ่จำนวน 24 ต้น ที่นี่นอกจากเราจะตื่นตาตื่นใจกับกังหันลมขนาดสูงใหญ่แล้ว ยังได้เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์รอบๆ

แถมยังมีร้านค้านำของมาขายละลานตาไปหมด ขาช้อปอย่างเราเลยตรงปรี่ไปสำรวจทันที โดยไม่สนใจจะใช้บริการนั่งรถชมวิวที่มีให้บริการอยู่ตรงข้ามร้านค้าเลยค่ะ

หลังจากได้เสื้อใหม่ไว้ใส่ถ่ายรูปสวยๆ แล้ว พวกเราก็ไปที่ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เพื่อชื่นชมความงามของสายหมอกที่รายล้อมพระพุทธเจ้า 5 พระองค์

ซึ่งในการที่เราเดินทางมาที่นี่ในวันธรรมดานั้นก็ได้รับความสะดวกสบายมากค่ะ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเท่าในวันหยุดต่างๆ เราจึงมีเวลาไหว้พระ และรอชมสายหมอกที่ไหลไปมารอบองค์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์อย่างเต็มที่

จากนั้นพวกเราก็เดินเลยไปทางโรงเจของวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เพื่อไปทานมื้อเย็นที่ร้านพิซซ่าของลุงทอม ที่ชื่อ “Uncle Tom’s Pizzeria” ซึ่งเป็นร้านอาหารที่เพื่อนแนะนำว่าวิวดีมาก และเจ้าของร้านก็ไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็น “ลุงทอม ธีรภพ ศิรประภาธรรม” เจ้าของรีสอร์ทที่เราจะไปนอนกันคืนนี้นี่เอง

โดยเวลากลางวัน ลุงทอมจะมาอยู่ที่ร้าน พอเย็นก็กลับไปดูแลรีสอร์ทค่ะ นั่งคุยกันไปสักครู่ก็มีมาดามคนสวยของลุงทอม คือมาดามถิง หรือพี่ติ่ง (กาญจนา ศิรประภาธรรม) มาร่วมวงสนทนาด้วย เลยได้ทราบว่าทั้งสองท่านคือผู้ก่อตั้ง “โชคดีติ่มซำ” ซึ่งหลังจากที่เริ่มเต็มอิ่มกับการทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็ได้หันเหกลับมาสู่วิถีชีวิตอันเรียบง่าย ด้วยการเปิดร้านอาหารและรีสอร์ทที่เขาค้อ

ลุงทอม-ธีรภพ กับ มาดามถิง-กาญจนา ศิรประภาธรรม

ถ้าใครมีเวลานั่งคุยกับลุงทอมและพี่ติ่งจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก เพราะทั้งสองท่านมีเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟังตลอด โดยเฉพาะพี่ติ่งที่คอยนำเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่า อย่างเรื่องที่ว่าทำไมถึงมาได้ทำเลเปิดร้านพิซซ่าภายในวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ซึ่งเกิดจากคอนเน็คชั่นที่พี่ติ่งไปรู้จักกับเจ้าของที่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าที่ไปเปิดร้านกาแฟก่อนที่จะมาเปิดที่นี่อีกด้วยค่ะ

และด้วยวิวหลักล้านของร้านพิซซ่าลุงทอม ที่นั่งมองได้ไม่เบื่อ ทำให้เรานั่งกินลมชมวิวอย่างเพลิดเพลินมาก ลองดูจากภาพได้เลยนะคะว่าสวยงามขนาดไหน

นั่งชมวิวกันแล้ว อาหารก็เริ่มมาเสิร์ฟ มาร้านพิซซ่าเราก็สั่งทั้งพิซซ่า สปาเกตตี้ สลัด ผัดไทย และเกี๊ยวกรอบ เกือบครบทุกเมนูเลยค่ะ พิซซ่าของร้านลุงทอมเป็นพิซซ่าเตาถ่าน ราคาเริ่มที่ 320-480 บาท

พอได้ชิมแล้วมีคนทักว่ารสชาติเหมือนร้านพิซซ่า Fabio แถวประชาชื่นเลย ซึ่งพี่ติ่งก็เฉลยว่าทั้งลุงทอมกับพี่ติ่งก็เคยเป็นหุ้นส่วนของร้าน Fabio เช่นกัน ใครที่เป็นแฟนพิซซ่าร้านนี้สามารถตามไปทานได้ที่เขาค้อนะคะ

เมื่ออิ่มหนำใกล้มืดค่ำแล้วก็ได้เวลาที่พวกเรากลับเข้าที่พักกันสักที แต่พี่ติ่งยังไม่ยอมให้พวกเราเข้านอนกันง่ายๆ เลยส่งท้ายด้วยการให้พนักงานสาธิตการทำ หลาม หรือ “เอาะหลาม” ให้ชมกัน ซึ่งสูตรดั้งเดิมจะใช้เนื้อควายตากแห้งมาต้มในน้ำปลาร้ากับผักพื้นบ้านต่างๆ โดยใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำไปเผาไฟจนสุก

แต่เพื่อเอาใจคนกรุง ทางน้องๆ พนักงานของรีสอร์ทเลยทำหลามที่ใส่เนื้อหมู เนื้อไก่แทนเนื้อควายให้พวกเราได้ชิมกันด้วย เป็นอีกหนึ่งความอร่อยและความประทับใจไม่รู้ลืมเลยค่ะ

เจ้าแมว “มะเฟือง”

ระหว่างที่เรานั่งคุยกันบริเวณใต้ถุนบ้านพักของลุงทอม ซึ่งเป็นทั้งล็อบบี้และห้องทานอาหารนั้น เราก็ได้พบกับเจ้าหน้าที่ต้อนรับสี่ขาที่ชื่อ “มะเฟือง” พี่ติ่งเล่าว่ามะเฟืองเป็นแมวตัวผู้ที่ทำหมันแล้ว นิสัยจึงวีน เหวี่ยง ขี้อิจฉา และชอบมาคลอเคลียลูกค้าเพื่อให้พี่ติ่งเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีคนเห็นความสำคัญนะ พี่ติ่งไม่สนใจมะเฟือง มะเฟืองก็ยังมีคนอื่นคอยเอาใจอะไรแบบนี้

คิดว่าคนรักแมวที่มาที่นี่จะต้องตกหลุมพรางและตกหลุมรักเจ้ามะเฟืองกันแน่ค่ะ เพราะมะเฟืองมาถูไถออดอ้อนนอนบนตักกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครไม่ชอบแมว พี่ติ่งกับพนักงานก็จะช่วยนำมันไปไว้ไกลๆ ลูกค้าค่ะ

หลังจากนั้นพวกเราก็เข้าที่พักซึ่งเป็นบ้านดิน ซึ่งภายในห้องพักไม่มีโทรทัศน์ ตู้เย็น และแอร์ค่ะ เพราะทางลุงทอมกับพี่ติ่งต้องการให้คนที่มาพักที่นี่ได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งบ้านดินทั้ง 6 หลังนี้มีความเย็นสบายและไม่ต้องใช้แอร์เลยค่ะ

ส่วนที่นอนนั้นเป็นคิงส์ไซส์ที่นอนได้สองคน และสามารถเสริมที่นอนได้เพราะมีเตียงไม้ไผ่ตั้งอยู่ด้านหน้าบ้าน ด้านสิ่งของอำนวยความสะดวกนั้นมีเครื่องทำน้ำอุ่น กาน้ำร้อน พร้อมชา กาแฟ ไว้นั่งดื่มชมวิวหน้าบ้านสบายๆ ค่ะ

และตอนเช้าเราก็ชงกาแฟออกมานั่งดื่มที่โต๊ะหน้าบ้าน พร้อมกับถ่ายรูปเล่นกับชิงช้า และบรรยากาศโดยรอบ

นั่งดื่มด่ำกับธรรมชาติสักครู่ เราก็ได้ยินเสียงแมว จึงลองส่งเสียงเรียกเหมียวๆ สักครู่แมวสีขาวก็วิ่งพร้อมส่งเสียงร้องเข้ามาหาที่บ้าน พร้อมกับทำตัวประหนึ่งสนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน ด้วยการถูไถไปมา แถมยังกระโดดขึ้นตักเอาหัวมาคลอเคลีย ขาหน้าก็ย่ำแขนไปมา เรานึกเอะใจเลยพลิกเท้าแมวขึ้นมาดูปรากฏว่ามีคราบดินติดมาด้วย เลยบอกเพื่อนว่าเจ้าตัวนี้รู้มาก เอาเท้ามาเช็ดกับเสื้อซะแล้ว

จากนั้นเราก็เดินไปกินมื้อเช้าที่เดิมที่นั่งคุยกันเมื่อคืน ณ ใต้ถุนบ้านของลุงทอม ตอนเดินจากบ้านพักไปที่ห้องอาหาร เจ้าแมวขาวก็เดินตามไปจนถึงบริเวณที่กำลังก่อสร้างบ้านดินหลังใหม่ ใกล้กับ “รถบ้าน” อีกหนึ่งห้องพักของกระท่อมน้อยของลุงทอม แล้วก็ไม่ยอมตามไปที่ห้องอาหารค่ะ

พอเจอพี่ติ่งเราเลยเล่าถึงเจ้าแมวขาว พี่ติ่งบอกว่าชื่อลูกชิ้น เป็นแมวเด็กที่อายุยังน้อย และเจ้ามะเฟืองที่มีอายุ 7 ปีก็มักจะไล่เจ้าลูกชิ้นไม่ให้เข้ามาที่ห้องอาหาร เราจึงถึงบางอ้อว่าลูกชิ้นอาจไม่อยากมีเรื่องกับมะเฟืองเลยไม่ตามมา

อาหารเช้าของที่นี่เป็นเมนูง่ายๆ แต่อร่อยมากๆ อย่างผักย่างที่ดูธรรมดากลับหวาน หอม อร่อยกว่าที่คิด หรือสลัดผักที่ได้ผักสดๆ ที่ปลูกในบริเวณรอบๆ ที่พักทานคู่กับน้ำสลัดสามสี่อย่างก็สุดจะฟินเลยค่ะ

ส่วนข้าวต้มก็หอมมันเพราะใช้ข้าวลืมผัว ของดีของเขาค้อมาต้มจนเปื่อย ทานง่ายและอร่อย

ส่วนปาท่องโก๋ที่ดูธรรมดาๆ ก็ไม่ธรรมดานะคะ เพราะลุงทอมใส่นมข้นหวานไว้ข้างในในปริมาณพอเหมาะ ทานเพลินเลยค่ะ

จากนั้นพี่ติ่งก็ตบท้ายมื้อเช้าด้วยการนำเสาวรสที่เก็บจากต้นหน้าบ้าน มาให้กินคู่กับน้ำผึ้งและโยเกิร์ตที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ได้รสชาติเปรี้ยวหวาน สดชื่น

หลังอิ่มแล้วเราก็เดินถ่ายรูป นั่งเล่น ขอบอกว่าบรรยากาศดีมากๆ เรานั่งนิ่งๆ ที่ห้องอาหาร ฟังเพลงเพราะๆ ที่ลุงทอมทำเพลย์ลิสต์ไว้อย่างเพลิดเพลิน ท่ามกลางลมเย็นที่พัดมาเป็นระยะ จนบอกกับเพื่อนว่าให้นั่งอยู่แบบนี้ทั้งวันก็ยังได้

แต่เพื่อนบอกว่าขอแวะเที่ยวถ่ายรูปอีกสักที่ก่อนกลับกรุงเทพฯ พี่ติ่งก็แนะนำให้ไปเที่ยวชมสำนักสงฆ์อานันทคีรี ชมวิวและไหว้พระกันก่อน

สำนักสงฆ์อานันทคีรี
จุดชมวิวที่สำนักสงฆ์อานันทคีรี

จากนั้นก็แนะนำให้พวกเราก็แวะกินมื้อเที่ยงที่ร้าน ครัวชมวิว เขาค้อ ลูกเจ้าคุณ แล้วแวะช้อปปิ้งเสื้อผ้าชาวม้งก่อนกลับที่ดอยปูลู ซึ่งที่นี่เสื้อผ้าสวย ราคาดีงามค่ะ

ส่วนใครที่สนใจพักบ้านดินแบบพวกเราที่ “กระท่อมน้อยของลุงทอม @ เขาค้อเพชรบูรณ์ ที่พัก บ้านดินฟาร์มสเตย์ของไร่ลุงทอม” ฟาร์มสเตย์ที่อยู่ท่ามกลางสวนผักสลัด เมล่อนญี่ปุ่น มะเขือเทศเชอรี่ในโรงเรือนและลานกางเต็นท์ ลานรอบกองไฟ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเพื่อจองห้องพักและวันเวลามาเยือนได้ที่ ลุงทอม โทร. 086-6005377

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.